<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">
	<channel>
		<atom:link href="https://suannonboard.com/extern.php?action=feed&amp;tid=1521&amp;type=rss" rel="self" type="application/rss+xml" />
		<title><![CDATA[Suannon Board / ชีวิตหลังความตาย]]></title>
		<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?id=1521</link>
		<description><![CDATA[The most recent posts in ชีวิตหลังความตาย.]]></description>
		<lastBuildDate>Sun, 21 Jan 2007 06:56:40 +0000</lastBuildDate>
		<generator>FluxBB</generator>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=61203#p61203</link>
			<description><![CDATA[<p>มีสาระครับ ต้องปรบมือหลายๆแปะ <img src="https://suannonboard.com/img/smilies/tongue.png" width="15" height="15" alt="tongue" /></p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (Marko)]]></author>
			<pubDate>Sun, 21 Jan 2007 06:56:40 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=61203#p61203</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=61191#p61191</link>
			<description><![CDATA[<p>อืมมมมมมม</p><p>ก็ดีน้า</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (palm_)]]></author>
			<pubDate>Sun, 21 Jan 2007 02:35:21 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=61191#p61191</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=61001#p61001</link>
			<description><![CDATA[<p>ขอชื่นชม</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (+---[$]---+:::)]]></author>
			<pubDate>Thu, 18 Jan 2007 11:46:47 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=61001#p61001</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=60891#p60891</link>
			<description><![CDATA[<p>กระทู้มีสาระจิงๆแหละ ป่อง </p><p>เย่ๆๆ ตบมือสามครั้ง วู้ๆๆๆๆ</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com ([supermod])]]></author>
			<pubDate>Wed, 17 Jan 2007 10:27:16 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=60891#p60891</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=60800#p60800</link>
			<description><![CDATA[<p>ชื่นชมค่ะ....อย่างนี้ก็เยี่ยม:d</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (+---[$]---+:::)]]></author>
			<pubDate>Tue, 16 Jan 2007 09:51:51 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=60800#p60800</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=59394#p59394</link>
			<description><![CDATA[<p>กระทู้ดีมีสาระ</p><p>ตบมือให้ 2 แปะ</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (Sayatoo)]]></author>
			<pubDate>Tue, 02 Jan 2007 05:21:36 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=59394#p59394</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56821#p56821</link>
			<description><![CDATA[<p>ไม่รุ้สิ -*- <br />เอาเหอะๆ เกิดมาก้อเปนวงเวียนชีวิตเกิด แก่ เจ็บ ตาย<br />วนอยู่อย่างนี้นั่นแหละ-*-</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (monkiez_30)]]></author>
			<pubDate>Fri, 15 Dec 2006 13:08:51 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56821#p56821</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56781#p56781</link>
			<description><![CDATA[<p>เห้อ คิดไปเองทั้งนั้น </p><p>แต่ถ้ามันเป็นประโยชน์ก็ควรเชื่อนะ</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (godome)]]></author>
			<pubDate>Fri, 15 Dec 2006 10:21:33 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56781#p56781</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56700#p56700</link>
			<description><![CDATA[<p>:)เหรอ</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com ([SKN]-ThoZ)]]></author>
			<pubDate>Thu, 14 Dec 2006 13:25:27 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56700#p56700</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56582#p56582</link>
			<description><![CDATA[<p>ดู Rep.1 นิดนึง&#160; สงสัยมันจะยาวไป เลยไม่โผล่อะ</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (thundra)]]></author>
			<pubDate>Wed, 13 Dec 2006 13:46:03 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56582#p56582</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Re: ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56563#p56563</link>
			<description><![CDATA[<p>&quot; พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนเมื่อจะตายถ้าจิตเป็นกุศล ไม่ว่าจะตายในลักษณะเช่นไร ตายแล้วไปสู่สุคติทั้งนั้น คือ ถ้าเกิดเป็นคนก็เป็นคนประเภทมีเงินทองของใช้สมบูรณ์ งานไม่หนัก แต่เงินดี ถ้าไม่เกิดเป็นคน ก็เกิดเนเทวดาหรือพรหม</p><p>ถ้าขณะจะตาย จิตเศร้าหมอง มีอารมณ์หวังในทรัพย์สิน หรือ อารมณ์ขุ่นมัว เพราะความโกรธเคืองอารมณ์อย่างนี้ ถ้ามีเมื่อขณะจิตจะออกจากร่าง ท่านบอกว่า ตายในสนามรบหรือบนที่นอนของพระ ก็ลงนรกทั้งนั้น &quot;</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (• Musiclover •)]]></author>
			<pubDate>Wed, 13 Dec 2006 13:05:12 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56563#p56563</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ชีวิตหลังความตาย]]></title>
			<link>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56533#p56533</link>
			<description><![CDATA[<p>ท่านพลอากาศเอก พะเนียง กานตรัตน์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ</p><p>ลองฟังเรื่องของท่าน เอาไว้เป็นเครื่องประดับอารมณ์เพื่อความเชื่อ หรือ เพื่อรำคาญก็ตามใจ เรื่องของท่านมีดังต่อไปนี้</p><p>เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามระบาดเข้ามาถึงประเทศไทย ท่านพันเอกสมาน สมัยนั้นมียศเป็นร้อยโท ท่านถูกส่งตัวไปประจำสมรภูมิเมือง</p><p>พราก เมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางแม่สายกับเชียงตุง</p><p>ระหว่างที่พักอยู่ในค่ายทหารที่เมืองพรากนั้น ท่านกับเพื่อนนายทหารอีกสองคน คือ ร้อยโทสมฤกษ์ พลศิริ และ ร้อยโทวิทย์ วิศสมิตนันท์ ได้ล้มป่วย</p><p>ลงด้วยโรคมาเลเรียนขึ้นสมองอย่างแรง</p><p>ต่อมาร้อยโทสมฤกษ์ อาการค่อนข้างดีขึ้น แต่ร้อยโทวิทย์ได้ถึงแก่กรรม ส่วนท่านเองมีอาการไข้หนักมาก</p><p>พอถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๕ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ท่านพันเอกสมานก็สิ้นลมหายใจ ว่ากันตรง ๆ ก็ตายนั่นเอง ท่านตายเพราะพิษไข้ ไม่ได้</p><p>ตายเพราะสงคราม น่าเสียดายที่กำลังสำคัญชั้นนายทหารสัญญาบัตร อันเป็นกำลังของกองทัยต้องมาสิ้นชีวิตลง ทำให้กำลังของกองทัพต้องเสีย</p><p>กำลังไป แม้แต่จะเป็นส่วนน้อยเพียงนายร้อยโทคนเดียว</p><p>ท่านอาจคิดว่าไม่สำคัญ ก็ขอให้คิดว่าทหารให้กองทัพนั้นไม่ว่าทหารคนใดจำนวนมากน้อยเพียงใดก็ตาม ย่อมมีความสำคัญยิ่งแก่ประเทศชาติ ยิ่งเป็น</p><p>นายทหารสัญญาบัตรที่มีอำนาจคุมทหารถึงหนึ่งหมวด เมื่อเสียนายทหารไปหนึ่งคนก็เท่ากับเสียกำลังทหารไปหนึ่งหมวด แต่ทว่าเรื่องสำคัญที่ตัว</p><p>บุคคล แม้จะสำคัญเพียงใดก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่จะพูดในขณะนี้ ในที่นี้ต้องการเรื่องที่ท่านตายแล้วไปนรกมา ฟังเรื่องของท่านต่อไป</p><p>เมื่อข่าวนายร้อยโทสมาน ( ยศสมัยนั้น ) สิ้นลมปราณรู้ถึงนายแพทย์สนาม คือ ร.อ. ประภาคาร กาญจนาคม ( ต่อมามียศเป็นพลตรี ดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่กรมแพทย์ทหารบก )</p><p> ท่านได้มาตรวจดูเห็นว่า ร.ท. สมาน ตายแน่ จึงได้มีคำสั่งให้ทหารนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพ ห้องเก็บศพนี้มีไว้สำหรับเก็บศพทหารที่ตายแล้ว </p><p>และคนป่วยที่เห็นว่าไม่มีทางรอด คือ แก้ไขไม่ได้ จะต้องตายแน่นอนก็เอาไว้ที่ห้องนี้ เพื่อรอเวลาสิ้นลมในที่สุด เป็นระเบียบของแพทย์ในสนาม</p><p>หรืออย่างไรไม่ทราบ</p><p>ท่านเล่าเรื่องของท่านว่า เมื่อท่านป่วยหนักใกล้จะตายนั้น ทุกขเวทนามันรุมเล่นงานท่านขนาดหนัก ร่างกายทุกส่วนมันเจ็บปวดหมดทั้งร่าง ไม่มีส่วน</p><p>ใดที่จะแสดงออกถึงความสุข คือ ไม่ปวดร้าวไม่มีเลย แม้แต่เส้นผม เมื่อมีใครมาถูกก็รู้สึกปวดจนทนไม่ไหว แต่ทว่าเมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว ท่านกล่าว</p><p>ว่า กลับไม่มีอาการเจ็บ</p><p>ท่านกล่าวว่า ตอนนั้นปรากฏร่างของท่านเกิดมีสองร่าง ร่างหนึ่งนอนเฉยเหมือนคนตาย ตอนนี้ท่านยกข้อเปรียบเทียบ ความจริงก็เช่นนั้น ร่างเดิมที่</p><p>นอนป่วยอยู่นั้น เมื่อสิ้นลมปราณ คือ ลมหายใจ เรื่องของความรู้สึกใด ๆ ที่มีอยู่เมื่อสมัยมีลมหายใจมันก็หมดเรื่องกัน ตอนนี้คนเราจะรักจะมีความมั่น</p><p>หมายปรารถนาในกันและกัน ก็แค่ขณะมีลมหายใจเท่านั้น เมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว เพียงชั่วไม่ถึงชั่วโมง คนที่เคยรัก เคยหวงและห่วงใยสมัยที่มีลม</p><p>หายใจไม่อยากห่าง แต่ตอนสิ้นลมปราณแล้วก็เกิดความรังเกียจ เกลียดกลัวคนที่เคยรักและหวงแหน</p><p>เมื่อท่านเห็นร่างเดิมนอนสงบนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกว่า ท่านมีร่างใหม่เกิดขึ้นแทน ร่างนี้ไม่นอนแต่ลอยอยู่เฉย ๆ เห็น</p><p>พวกทหารด้วยกันมาในที่ที่ท่านนอนตาย ท่านพยายามทักทายปราศรัย พูดจากับเพื่อนทหาร ไม่มีใครยอมพูดด้วย ท่านรู้สึกรำคาญเห็นว่า เมื่อเพื่อน</p><p>ร่วมตายทั้งหลายไม่มีใครยอมพูดจาปราศรัยด้วย ท่านก็เกิดมีความรู้สึกเบื่อ อยากจะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมเยียนบุตรภรรยา</p><br /><br /><p>เมื่อความคิดว่าจะกลับบ้านกรุงเทพฯเกิดขึ้น ท่านก็เกิดมีความรู้สึกว่าร่างกายเบาผิดปกติ เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เมื่อตั้งใจออกจากสถานที่นั้นก็ลอยลิ่วอย่างรวดเร็ว ไม่เชื่องช้าเหมือนร่างเดิม มุ่งสู่กรุงเทพฯ</p><p>แต่ทว่ายังไม่ทันจะพ้นที่เดิมเท่าใดนัก ก็ปรากฏมีชายชราคนหนึ่งยืนขวางหน้าท่านไว้ เมื่อท่านลอยมาถึงชายชราคนนั้นบอกให้หยุด และกล่าวว่า </p><p>&quot;อย่าเพิ่งไปกรุงเทพฯ เลย ขอให้ตามฉันมา ฉันจะพาเธอไปหาท่านพ่อ&quot;</p><p>ชายชราคนนั้นแต่งกายคล้ายขุนนางโบราณ ท่านได้รับฟังแล้วก็สงสัยในคำกล่าวที่ว่า &quot;จะพาไปหาท่านพ่อ&quot; แต่ก็ปรากฏว่าลอยตามท่านผู้นั้นไปอย่างคนว่าง่าย</p><p>ชายชราขุนนางโบราณคนนั้น ได้พาท่านมาถึงเมือง ๆ หนึ่ง เมืองนี้ใหญ่โตกว้างขวางมาก มีกำแพงสีขาว แต่ทว่าประตูกำแพงสีดำ เมื่อท่านขุนนางชราพามาถึงประตูสีดำ ท่านได้เคาะระฆังที่แขวนไว้หน้าประตู สักประเดี๋ยวเดียวบานประตูก็เปิดออก ภายในเห็นมีทหารยืนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างก็มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ยืนรักษาการที่ภายในประตู</p><p>เมื่อผ่านประตูสีดำไปแล้ว ท่านขุนนางโบราณคนนั้นก็พาเดินไปถึงประตูอีกชั้นหนึ่ง ประตูนี้มีสีเป็นสีทอง กำแพงก็มีสีเป็นสีทองดูสวยงามมาก เพราะจะมองไปทานไหนเห็นเป็นทองระยิบระยับไปหมด</p><p>เมื่อถึงประตู ท่านก็เคาะระฆังเรียกเหมือนประตูแรก แล้วบานประตูก็เปิดออก ท่านพาเข้าไปในห้องโถงใหญ่ มีความสวยสดงดงามมาก มีลักษณะคล้ายท้องพระโรง ภายในท้องพระโรงนั้น มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่หลายคน แต่ละคนก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขมักเขม้นเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยกันเหมือนห้องทำงานในเมืองมนุษย์ ในเมืองมนุษย์นี้ นักการทำงานทั้งทำทั้งคุย มีจำนวนมากที่คุยมากกว่าทำ แต่ก็มีไม่น้อยที่ท่านขยันขันแข็งต่อการงานอย่างจริงจัง ไม่ชอบพูดพล่ามทำเพลง เวลางานเป็นงาน แต่ท่านที่ทำงานดีอย่างนี้มีสภาพเหมือนคนปิดทองหลับงพระ เพราะมัวห่วงงานไม่มีเวลาประจบสอพลอ ดีไม่ดีผู้บังคับบัญชาลืมขอบำเหน็จให้เสียก็ยังได้</p><p>ฉะนั้น นักทำงานดีในเมืองมนุษย์ต้องทำงานดีด้วยและทำให้ถูกใจผู้บังคับบัญชาด้วย จึงจะมีผลตอบแทนที่สาสมกับความขยัน หมั่นเพียร ฉะนั้น คนทำงานในเมืองมนุษย์จึงต้องฝึกทั้งการทำงาน และซักซ้อมคารมพร้อม ๆ กันไป จึงเห็นว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหลายนอกจากทำงานเก่งแล้ว ยังคุยเก่งอีกด้วย บางรายคุยเก่งกว่าทำตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังพอหาได้</p><p>ที่นั่นเป็นเมืองผี ผีเขารู้งานโดยไม่ต้องรายงาน ใครขยัน ขี้เกียจ ผู้บังคับบัญชาทราบเอง เพราะมีอารมณ์เป็นทิพย์ เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องซ้อมวาทะไว้เพื่อรายงาน ของเขาก็ดีไปอย่างหนนึ่ง แต่เงียบเหงามาก เพราะเมื่อนั่งอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ไม่ปรากฏว่ามีเสียงคนพูดเลย ต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างไม่ยอมมองมาดูเลย</p><p>ทุกคนมีหน้าตาแปลกประหลาดไม่ใคร่เหมือนคนสมัยปัจจุบันนัก เครื่องแต่งกายก็คล้ายกับคนสมัยโบราณทั้งหมด มีทั้งทหารและพลเรือน</p><p>เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้นำได้บอกให้ทราบว่า</p><p>&quot;คอยสักประเดี๋ยว ท่านพ่อจะเสด็จออก&quot;</p><p>แล้วก็ชี้ให้ดูประตูที่ท่านพ่อจะเสด็จออก เป็นประตูสีทอง มีม่านสีทองผืนใหญ่รูดปิดไว้ บนบริเวณที่ที่ท่านพ่อจะออกมาประทับมีสภาพกว้างขวาง สวยสดงดงามมากคล้ายเวทีละคร สักครู่หนึ่ง ก็มีเสียงมโหรีดังขึ้น มีเสียงตะโกนออกมาว่า</p><p>&quot;พระยายมเสด็จแล้ว&quot; เสียงนั้นบอกกันต่อ ๆ ออกมา ท่านกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงบอกว่า พระยายม เท่านั้น ท่านว่าความรู้สึกขณะนั้นบอกไม่ถูก มีความหวาดกลัวที่สุด ด้วยคำว่า พระยายมได้ยินจนชิน ตามความรู้สึกแล้วคิดว่า พระยายมคงมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ดุดันเหี้ยมโหด ด้วยได้รับคำขู่ไว้เมื่อสมัยมีชีวิตว่า </p><p>พระยายมถ้าเอาใครเข้าไปสู่สำนัก คนนั้นก็ไม่พ้นการลงโทษอย่างสาหัส คือ เอาลงนรก</p><p>เขาเล่าใหัฟังกันมาอย่างนั้น จนความรู้สึกของตนจดจำคำว่าพระยายมไว้จนชิน และมีความหวาดสะดุ้งอยู่เป็นปกติ แล้วเมื่อมาได้ยินคำว่า พระยายมออกมาแล้ว และอยู่ในสำนักพระยายมด้วย ความหวาดหวั่นยิ่งมีมากเป็นทวีคูณ</p><p>เมื่อม่านสีทองถูกเปิดออก พระยายมเสด็จออกประทับที่แท่นอันสวยงดงามเป็นพิเศษ หาความสวยใด ๆ ที่ประดับด้วยทองและเพชรนิลจินดาในเมืองมนุษย์ที่จะงามคล้ายคลึงแท่นที่พระยายมประทับไม่มีเลย เมื่อเห็นองค์พระยายมจริงเข้า ความเข้าใจที่ว่าพระยายมคงจะมีรูปสูงใหญ่ หน้าตาดุร้าย ตวาดคนลั่นเมือง ตามที่คิดไว้ผิดถนัด</p><p>รูปร่างของพระยายมที่เห็น ก็มีรูปาลักษณะเป็นคนธรรมดาเรานี่เอง อาการที่แสดงออกไม่มีริ้วรอยของความโหดร้ายเลย มีอารมณ์เยือกเย็น เต็มไปด้วยความเมตตาปรานีเครื่องแต่งกายสวยงามมาก มีความสวยสง่ากว่าทุกคนในที่นั้น เมื่อพระยายมเสด็จประทับบนบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว ท่านขุนนางโบราณผู้เฒ่าที่พาท่านไป ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า</p><p>&quot;ขณะนี้ได้พาคนที่ท่านประสงค์จะพบ มาแล้วตามพระบัญชา&quot;</p><p>เมื่อท่านขุนนางชรากราบทูลแล้ว ท่านพระยายมก็หันมาทางท่านพันเอกสมาน ขณะที่ท่านพูดก็พูดด้วยอาการของคนมีเมตตา คือ อารมณ์แจ่มใส หน้าตาเบิกบาน ไม่เหมือนพระยายมในโทรทัศน์ ที่นักออกแบบให้คนที่สมมติว่าเป็นพระยายม แอบเอาเขาสวมเข้าด้วย มองแล้วไม่น่าว่าจะเป็นเขาอะไร จะเป็นเขาวัวก็ไม่ใช่ เขาควายก็ไม่เชิง จะว่าเหมือนเขาสัตว์ประเภทไหนก็ไม่ชัด ที่แน่เห็นจะเป็นเขาของคนออกแบบนั่นแหละ อาจจะตรงตามความจริง</p><p>ส่วนพระยายมที่ท่านพันเอกสมานเห็นนั้น ไม่มีเขา และ สวยงามด้วย เป็นอันว่า พระยายมตามคติของปวงชนที่เข้าใจกันมาในอดีต ไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อพระยายมหันมาทางท่านพันเอกสมาน ท่านได้พูดว่า</p><p>&quot;ที่ให้พระยามัจจุราช หมายถึง ท่านขุนนางโบราณคนที่ไปดักหน้าแล้วนำมาที่นี่ ความจริงเธอยังไม่หมดอายุขัย คือ ยังไม่ถึงกำหนดตายนั่นเอง ที่ให้เขาพามาก็เพื่อให้เห็นความเป็นไปต่าง ๆ ตามความเป็นจริงของยมโลก เมื่อกลับไปเมืองมนุษย์จะได้ปฏิบัติแต่ความดี ไม่ทำความชั่วอีก เมื่อได้ดูสิ่งต่าง ๆ แล้ว จะได้ให้พระยามัจจุราชนำไปส่ง&quot; แล้วท่านก็ให้โอวาทอย่างยืดยาว</p><p>โอวาทที่ให้นั้นมีความสำคัญอยู่อย่างเดียว คือ ให้พยายามประพฤติแต่ความดี พยายามทำบุญทำทานไว้ อย่าประพฤติตนเป็นคนชั่วใจบาปหยาบช้า เพราะเมื่อทำตนเป็นคนใจบาป เมื่อตายแล้วผลของความชั่วจะนำไปสู่นรก มีโทษทัณฑ์หนักมาก มีทุกขเวทนาอย่างสาหัส ไม่มีโอกาสที่จะพักผ่อนหรือหลีกเลี่ยงได้ จนกว่าจะสิ้นกำหนดตามกฎการลงโทษ ตามกรรมชั่วที่ทำ</p><p>แต่ถ้าทำตนเป็นคนดี ทำบุญให้ทานไว้เสมอ ๆ บุญและความดีจะส่งผลให้พ้นนรก ได้ไปเกิดบนสวรรค์ อันเป็นดินแดนที่แสนสุข มีความสำเร็จตามใจประสงค์ทุกประการโดยไม่ต้องใช้กำลังกายทำงาน</p><p> ท่านให้โอวาทอยู่นานพอเวลาสมควร ท่านก็บอกให้พระยามัจจุราชนำไปชมสถานที่ลงทัณฑ์ต่าง ๆ ให้พาไปดูให้ทั่ว จะได้รู้ได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ท่านพันเอกสมานไม่มีความประสงค์จะดูอะไรเลย ท่านมีความประสงค์ใคร่จะกลับ ท่านพระยายมท่านก็ไม่ขัดใจ เมื่อไม่อยากดูท่านก็ไม่ว่า ท่านก็มีบัญชาให้พระยามัจจุราชนำไปส่งที่เดิม</p><p>น่าเสียดายตอนนี้ ถ้าท่านพันเอกสมานท่านไปชมนรกมา แล้วนำมาเล่าให้คนเบื้องหลังฟัง จะมีประโยชน์แก่คนที่อยู่ในเมืองมนุษย์นี้มาก เพราะอย่างน้อยท่านก็เป็นนายทหารใหญ่ที่มีความรู้เรื่องราวของชาวโลกดี มีสังคมกว้างขวางพอสมควร เป็นที่เชื่อถือของท่านบรรดาบัณฑิตได้พอควร ซึ่งมีสภาพตรงกันข้ามกับนักปราชญ์ที่เรียนรู้มาจากศาลาวัด ท่านจัดเป็นนักปราชญ์ประเภทที่คร่ำครึ ถึงแม้จะรู้จริงก็ตาม แต่หาคนเชื่อได้ยาก</p><p>บางรายนักเรียนศาลาวัดเองนั่นแหละ สอนคนอื่นสอนได้แต่ตัวเองไม่เชื่อ อย่างนี้ก็มีไม่มีน้อย เพราะท่านนักปราชญ์ประเภทนี้รู้จักกันมาก เคยเป็นนักเทศน์มาด้วยกัน เคยปรารภให้ฟัง เมื่อฟังท่านพูดแล้วก็สลดใจ</p><p>ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อขณะที่พระยามัจจุราชนำมานั้น ท่านนำมาทางเดิม เมื่อเดินไปถึงที่สุดทาง ท่านพระยามัจจุราชบอกว่า &quot;ฉันมาส่งเพียงเท่านี้นะ ต่อไปเธอเดินไปเองก็แล้วกัน&quot;</p><p>พอท่านพูดเท่านั้น ท่านว่าท่านเองมีอาการหวิวคล้ายกับพลัดตกจากที่สูง แล้วหมดความรู้สึกไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัว ปรากฎว่ามานอนอยู่ที่ห้องเก็บศพ ยังเคราะห์ดีที่มีทหารเฝ้าอยู่สองคน พอรู้สึกตัวก็กระหายน้ำมาก อาการอย่างนี้เล่าเหมือนกันทุกคนที่ตายแล้วกลับฟื้น ต้องมีการกระหายน้ำเป็นพิเศษ</p><p>เมื่อท่านเล่ามาถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ของหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ได้ถามท่านว่า </p><p>&quot;ท่านตายไปกี่ชั่วโมง?&quot;</p><p>ท่านบอกว่า &quot;เมื่อหมดความรู้สึก คือ ตอนตายที่เกิดมีร่างเป็นร่างที่สองนั้น เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เวลาที่ท่านรู้สึกตัวเป็นเวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๔๘๕ รวมเวลาที่ท่านตายไปประมาณ ๑๒ ชั่วโมง&quot;</p><p>ผู้ถามได้ถามต่อไปว่า &quot;เมื่อท่านอยู่ท้องพระโรงของพระยายม ท่านพบคนที่รู้จักกันบ้างไหม?&quot;</p><p>ท่านตอบว่า &quot;พบหลายคน แต่ทุกคนที่พบ เป็นคนที่ตายไปแล้วทั้งนั้น ในจำนวนคนทั้งหมด มีร้อยโทวิทย์ วิศสมิตนันท์ เพื่อนนายทหารในค่ายเดียวกันที่ตายไปก่อนรวมอยู่ด้วย&quot;</p><p>ท่านได้เล่ากับผู้ถามว่า ต่อมาภายหลัง ท่านได้ติดต่อโดยทางจิต ตามภาษาชาวบ้านเรียกว่า นิมิต ภาษาพระ เรียกว่า ฌาน กับหลวงพ่อแก้วมรกต และเจ้าพ่อองค์สำคัญอีกหลายท่าน แต่ละท่านก็ให้คาถาที่เป็นประโยชน์มาใช้ รวมแล้วหลายบทและแนะนำวิธีปฏิบัติสมาธิกับใช้จิตให้เป็นประโยชน์ คือ อำนาจสมาธินั่นเอง ท่านนำมาใช้แล้วได้รับผลดีเป็นที่น่าเลื่อมใส คาถาที่ท่านได้มา เช่น คาถาต่ออายุ และ คาถาย่นระยะทาง</p><p>สำหรับคาถาย่นระยะทางนี้ ท่านพลอากาศเอก พะเนียง กานตรัตน์ เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้เอง ท่านได้ร่วมทางกับท่านพันเอกสมาน มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านร่วมทางไปด้วย เมื่อขณะนั่งไปบนเครื่องบิน บังเอิญวันนั้นลมแรง นักบินรายงานว่า</p><p>&quot;วันนี้จะถึงสนามลงไม</p>]]></description>
			<author><![CDATA[dummy@example.com (• Musiclover •)]]></author>
			<pubDate>Wed, 13 Dec 2006 11:46:58 +0000</pubDate>
			<guid>https://suannonboard.com/viewtopic.php?pid=56533#p56533</guid>
		</item>
	</channel>
</rss>
